เอาล่ะครับท่านผู้ชม บังเอิญเครื่องที่หอพักที่ผมอยู่ไม่ได้ตั้งต่าไว้ให้ต่อเน็ตก็เลยไม่ได้อัพโดยตรงๆซักเท่าไหร่ แถม CSS ตัวเองยังไม่ได้แก้ให้เรียบร้อยดีนักเลยขาดๆเกินๆ เดี๋ยวจะแก้ไปเรื่อยๆครับ (ต้องให้น้องสาวตัวเองช่วยสอนเรื่อง CSS ไปพลาง)
ท่านเคยเบื่อความจำเจของรถโหลที่วิ่งเกลื่อนกลาดอยู่บนท้องถนนหรือไม่ ท่านเบื่อรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่ความจุเครื่องใหญ่ๆแต่ตัวถังเล็กชวนนั่งแล้วอึดอัดหรือไม่!!! ขนาดรถแจ๊สเครื่องวีเทคยังซิ่งตามไม่ทัน ขนาดยาริสยังเอาไม่อยู่ ใช่แล้ว นี่คือ "จิ๋วจอมปราบยักษ์" รถมินิ (รุ่นเก๋า) ไงล่ะครับ!!!
รู้สึกว่าจะเปิด Entry เหมือนกับพวกโฆษณาขายของตามทีวีตอนตีสองตีสามเลยนะว่าไหมครับท่านผู้ชม
Entry ที่แล้ว เราได้พูดถึงหนังที่สาวกของคนเล่นรถมินิน่าจะรู้จัก (เป็นซะส่วนมาก แต่รู้สึกจะหาเช่าได้ยากมากๆนะ)
ฝากท่านผู้อ่านด้วยล่ะกันว่าถ้าท่านเจอหนังเรื่อง "ปล้นเย้ยฟ้า" (ให้ตายเหอะ ชื่อภาษาไทยมันได้ใจมากได้ใจกว่าชื่อภาษาไทยสำหรับหนังสมัยนี้อีก) แล้วเจอวางขาย บอกผมด้วย ผมจะตามล่าสุดหล้าฟ้าเขียวไปซื้อมาเนี่ย!!! (วีดีโอที่มีมันหายไปแล้วอ่ะ เลยไม่ได้ทำเป็น VCD เสียที)
บังเอิญพูดถึงมินิ ยังไม่ได้พูดถึงความวิเศษของมันอีกหลายๆประการที่นิตยสารรถทั่วโลกพากันยกนิ้วว่ามันคือสุดยอดของรถยนต์ของมนุษย์ชาติ เอาล่ะครับ รอบนี้จะพูดถึงหัวข้อของเครื่องยนต์แบบละเอียดหน่อยๆปนความฮากันบ้าง
แฮ่กๆ ขอตัวไปจิบน้ำชาก่อน พูดถึงอังกฤษแล้วมักจะพาลให้อยากจิบน้ำชาสไตล์อังกฤษ ซึ่งผมลองครั้งนึงแล้วติดใจในความหอมจริงๆ อุ๊บ ชักนอกเรื่องแล้ว วกเข้ามาก๊อนนนน!!!!!!!
วันนี้จะมากล่าวถึงเครื่องยนต์สุดแสนวิเศษ ท่านทั้งหลายอาจจะยังไม่ทราบ (ส่วนมากเลย) ว่าเดิมทีรถมินิเนี่ย เป็นปาฏิหารย์จากวิกฤตการณ์ของซูเอซ ใครเคยอ่านประวัติศาสตร์จะทราบดีครับ เพราะว่าเป็นเรื่องราวค่อนข้างร้ายแรงในการปฏิบัติทางการทหารที่เจ็บปวดสุดๆของอังกฤษ เรื่องราวมันเกิดขึ้นเพราะท่านพลเรือเอกของทางอังกฤษดันสั่งเอาเรือรบของกองทัพราชนาวีไปปิดล้อมคลองซูเอซน่ะสิครับ ทางโน้นโต้กลับด้วยความเป็นประเทศส่งน้ำมันให้กับโลก เล่นปิดหัววาวล์จ่ายน้ำมันของอังกฤษ ซวยแล้วไงล่ะครับท่าน คนอังกฤษพากันจิบน้ำชาไม่อร่อย (เอ๊ะมันเกี่ยวกับน้ำชาไหมฟะเนี่ย)
ทางบริษัทรถยนต์ของอังกฤษซึ่งเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า "บริษัทรถยนต์แห่งอังกฤษ" (British Motor Company หรือย่อว่า BMC) จ้างวิศวกรของบริษัทให้ออกแบบรถที่สามารถใช้งานได้สำหรับคนระดับกลางๆ (ค่อนจนๆ) โดยรถต้องเล็ก กินน้ำมันน้อย แต่กลับต้องโอ่โถง นั่งสบาย
ถ้าท่านเป็นวิศวกรในวิกฤติการน้ำมันขาดแคลน (ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันพุ่งสูงนะนี่ไม่มีน้ำมันจะใช้เลย) แล้วเจอหัวข้อแบบนี้ท่านจะคิดออกไหมล่ะ เหอๆๆๆๆ ต่อให้เป็นผมคงคิดลำบากจนเกือบไม่ออก
แต่สุดท้ายก็มีทางออกซึ่งเป็นปาฏิหารย์ของอังกฤษในศตวรรษที่ 20 จนได้ เมื่อวิศวกร ท่านเซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิซ ส่งต้นร่างดีไซน์ให้กับทางผู้จัดการจนถึงกับนำไปประชุมใหญ่ของทางบริษัท ซึ่งผลน่ะหรอ.......มันเวิร์ค!!!!! (แนะนำว่าลองทำเสียงแบบโฆษณา Work ดูสิ)

ผลที่ได้ก็คือต้นแบบของรถมินิคันในภาพนี่ไงล่ะครับ ส่วนตัวท่านผู้ออกแบบน่ะหรอ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่สองทรงแต่งตั้งให้เป็นท่านเซอร์เลยทีเดียว (ฮา) ผลสุดท้าย คนอังกฤษก็พากันซื้อรถมินิกันยกใหญ่ ส่งผลให้การค้าขายของบริษัท BMC พุ่งพรวด!!! สุดท้ายคนอังกฤษพากันจิบน้ำชายามบ่ายได้อย่างอร่อยอีกรอบ (เอ๊ะ เกี่ยวไหมเนี่ย!!)
ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนั้น ต้นเหตุก็คือเจ้าเครื่องยนต์สุดจิ๋ว ที่เรียกว่า A-Serie Engine ซึ่งมีความจุน้อยนิด รุ่นแรกๆเป็นเครื่องยนต์ในสายพานการผลิตของ BMC อยู่แล้วแต่ใช้กับรถยี่ห้ออื่นๆอย่างเช่น MG ,Wolsley, Morris และสารพัดสารเพ เครื่องเป็น OHC หรือพูดง่ายๆก็คือแคมชาร์ฟเดี่ยว ใช้คาร์บูเรเตอร์เลี้ยงป้อนอากาศให้กับเครื่องยนต์ โดยทั้งหมดมีความจุแค่ราวๆ 850 ซีซี!!!!!

นี่ไง ภาพตัดที่เรียกว่า Cut Trough ของเครื่องยนต์ที่จิ๋วแต่แจ๋ว.... เอ๋ ท่านงงน่ะหรอว่าอะไรคืออะไร มา.... เดี๋ยวเราจะจัดให้ชมดูกันไปเลยว่ามีอะไรบ้าง

เห็นตัวภาพเปล่าๆท่านอาจจะไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้เรียนรู้อะไรทางด้านเครื่องยนต์ ถูกไหมขอรับ??? ข้าน้อยก็เลยทำลูกศรชี้ให้ดูกันไปแบบเต็มๆเอารายละเอียดให้แจ่มแจ้งแดงแจ๋เลยจะว่าไปความจุของเครื่องท่านอาจจะงงๆและไม่เข้าใจเดี๋ยวข้าน้อยสรุปให้ฟัง ก็หมายความว่า เครื่องนี้ ใช้ความจุน้อยว่าโค้กขวดลิตรแต่กลับวิ่งฉิวยังกับติดปีกไงล่ะครับ!!!
เอาล่ะเรามาอธิบายเพิ่มเติมกันดีกว่า เห็นขวดใบเล็กๆที่อยู่บนสุดของเครื่องยนต์ไหมครับ นั่นเขาเรียกว่า "คาร์บูเรเตอร์" เอาไว้ทำอะไรน่ะหรือ เอาไว้ป้อนอากาศให้เครื่องยนต์จุดระเบิดคู่กับน้ำมันไงล่ะครับ พูดง่ายๆ เหมือนกับเวลาเรากินข้าวแล้วก็ต้องกินน้ำตามนั่นล่ะครับ ของคู่กัน
เอาล่ะอย่างที่สองที่เห็นเด่นสง่าเลยตรงข้างล่างก็คือชุดระบบเกียร์แบบซิงโครเมซ์ชแบบ 4 สปีด เอ้า......งงล่ะสิ อย่าส่ายหน้าครับ เดี๋ยวอธิบายให้ รถบ้านในปัจจุบันมีแรงม้าสูงขึ้นจากรถสมัยก่อน ทำให้ต้องมีระบบส่งกำลังเพิ่มขึ้นมารองรับการถ่ายทอดกำลังไงล่ะครับ พูดง่ายๆ เหมือนกับเรามีพละกำลังมากๆ แต่กลับใช้งานได้มากหรือน้อยยังไงล่ะครับ สำหรับมินิรุ่นเก๋าแบบนี้ 4 เกียร์ก็แจ๋วแล้ว หรือจะเพิ่ม 5 เกียร์ก็ยังได้ แต่ที่วิเศษกว่ารถยี่ห้ออื่นๆที่ใช้เครื่องแบบนี้ก็คือเขาเอาระบบเกียร์ไว้ในเครื่องยังไงล่ะครับ ต่อพ่วงตรงเข้ากับระบบเพลาขับ
เอาล่ะอย่างที่สาม เห็นแท่งหรรษาไหมครับ อ๊ะ... ผมไม่ได้ชวนให้คิดลึกนะ แน่ะ...แอบคิดอะไรกันน่ะ มันคือเพลาขับเคลื่อนต่อกับล้อหน้าไงล่ะครับ ถ้าเป็นเมื่อ 40 ปีก่อน คงไม่มีใครเคยเห็นรถขับเคลื่อนล้อหน้ามาก่อน จนกระทั่งมาเจอเจ้าเปี๊ยกตัวเจ็บอย่างมินิไงล่ะครับ ระบบขับเคลื่อนล้อหน้ามีดีอย่างไง...... คำตอบก็คือ ใช้พื้นที่สำหรับระบบส่งกำลังไปต่อกับล้อได้น้อยลง และทำให้รถมีการเกาะถนนที่ดีกว่าไงครับ สังเกตุได้ว่าถ้าคุณขับรถที่ขับเคลื่อนล้อหลัง เวลาเหวี่ยงโค้งแรงๆแล้วยังกระแทกคันเร่งผลที่ได้น่ะหรอ..... ก็ดริ๊ฟท์กันมันส์มือล่ะสิครับ แต่รถขับหน้าไม่เป็นแบบนั้น เหมือนเวลาคุณเอามือตะเกียกตะกายคลานกับเอาเท้ายันไงล่ะครับ ซึ่งรถยี่ปุ่นน่ะหรอ... ต้องใช้เวลาหลายสิบปีให้หลังกว่าจะทำได้ จริงไหมครับ.....
อ่ะ พูดถึงเครื่อง A-Serie ที่ใช้กับรถยี่ห้ออื่นๆของเครือ BMC ก็มีภาพเหมือนกันครับ

จะเห็นได้ว่าถ้าเครื่องที่ใส่กับรถมินิ เฟืองเกียร์จะอยู่ในเบ้าห้องเกียร์ที่อยู่ข้างล่างไงล่ะครับ
อีกหนึ่งปัจจัยว่าทำไมรถคันนี้ถึงได้ประหยัดน้ำมัน ก็เพราะว่าตัวรถเองเบาหวิว หนักแค่ 500 กิโล!!! ถามหน่อยเซ่ บริษัทรถหน้าไหนกล้าทำรถ City Car เบาแค่ 500 กิโลมั่งเฟ้ย!!!!! ซึ่งคนไม่เคยขับรถจะไม่เก๊ท (แหงๆล่ะ) รถที่เบากว่า แต่เครื่องยนต์มีความจุหรือแรงม้าเท่ากันเมื่อนำมาวิ่งเทียบกัน รถที่เบาว่าจะวิ่งได้เร็วกว่าและใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่า ทำให้สมรรถนะดีกว่ารถที่หนักกว่านั่นไงล่ะครับ

อูย ภาพนี้หายากมากๆ แต่บังเอิญไปหาโหลดมาได้... ครับ นี่เป็นภาพเครื่องมินิแต่งกันแบบสุดโหดในสมัยก่อน เอาระบบคาร์บูเรเตอร์แบบดูดอากาศของมอ'ไซค์แบบ 500 ซีซี พ่วงเข้าไป คุณพ่อยังพูดเลยว่าใครหาไอ้เจ้าคาร์บูตัวนี้มาครองครองได้มันคือสุดยอดอะไหล่รถยนต์ (และอะไหล่มอไซค์) เลยทีเดียว
แต่ไปๆมาๆ หลังจากออกมินิรุ่นแรกซึ่งเรียกว่า Morris 850 หรือ Austin 7 คนอังกฤษอยากซ่า ลองจับเจ้ามินิไปแต่งเล่นเพื่อเอาไว้ซิ่งให้มันส์ระเบิด ก็แหงล่ะครับจะเอารถไปแต่งซิ่งมันก็ต้องไปเอารถส่งไปให้อู่แต่งรถ ไม่วาย ดันส่งให้กับเจ้าพ่อรถซิ่งของอังกฤษ คือ จอห์น คูเปอร์ (คนญี่ปุ่นอ่านว่า คูปะ ผมล่ะแทบฮากลิ้ง) คือว่าอู่ของเขารับทำมาหมดไม่ว่าจะเป็น F1 ในสมัยนั้น รถแข่ง โอยสารพัด......

นี่ไง เครื่องยนต์ของมินิรุ่นแต่งแล้ว จากเดิมความจุแค่ 850 ซีซี มาเป็น 1275 ซีซี ตัวนี้เป็นของMorris Cooper (MK1) ที่บ้านผมมีเครื่องตัวนี้เก็บรักษารอเอามาใส่เจ้ามินิอยู่นะ หึๆๆ
เอาล่ะ นอกเรื่องแล้ว มาต่อๆ......แน่นอนล่ะครับ พอส่งเข้าอู่แต่ง ก็เล่นขยายความจุเครื่องยนต์จาก 850 ซีซี มาเป็น 1275 ซีซี ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นเครื่องไซส์มาตรฐานของรถมินิจนสิ้นสายพานการผลิตเมื่อปี 2000 แน่ะ แล้วจากนั้นยัดระบบป้อนอากาศเป็นคาร์บูเรเตอร์คู่ยี่ห้อ Webber ซึ่งถ้าจะเทียบเหมือนรถสมัยนี้ก็เหมือนเอาเครื่องติด V-TEC หรือ VVT-i ไงล่ะ (รู้สึกจะกัดแขวะรถญี่ปุ่นบ่อยนะเรา) แรกๆ ระบบป้อนอากาศหรือคาร์บูเรเตอร์เป็นตัวเดียว แต่หลังๆมา เพิ่มระบบให้อากาศให้ไหลเข้าดีกว่าเดิมก็เลยทำเป็นคาร์บูเรเตอร์คู่ แล้วพอแต่งเสร็จสรรพได้ที่ ทางบริษัทรถเลยรับมุขว่าจะตั้งชื่อของจอห์น คูเปอร์เป็นชื่อรุ่นพิเศษ ก็สมใจอยากล่ะครับ ออกมาเป็น Morris Cooper รุ่นแรกๆ แล้วไปส่งเข้าแข่งขันกับรถแรงๆในประเทศอังกฤษก่อน ปรากฏว่าดันแซงหน้ารถแรงๆในประเทศบ้านเกิดตัวเองอย่าง Jaguar E-Type ได้น่ะสิ!!!
สุดท้าย คนอังกฤษซ่าไม่พอ อยากจับเจ้ามินิไปแข่งแบบทรหดให้โชว์ว่า "รถอังกฤษก็แรงไม่แพ้รถแรงๆอย่างของอิตาลีหรือเยอรมันหรอกเฟ้ย!" จับพลัดจับพลูส่งรายการสุดโหดในสมัยนั้นก็คือ Rally Monte Carlo แข่งที่ไหนน่ะหรอ ก็แถวๆเทือกเขาแอลป์ใกล้ๆกับสวิสเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศส (ตรงเกาะมอนติคาร์โลไงล่ะครับ) สมัยนั้น Paris Dakkar ยังไม่เกิดเลย (ปารีสดักการ์จัดงานครังแรกๆในตอนปี '70 กว่าๆ ก็ราวๆ 10 กว่าปีให้หลัง) สมัยนั้น ยักษ์ใหญ่ของรถแรลลีก็หนีไม่พ้นรถอิตาเลี่ยนอย่างยี่ห้อแลนเซียซึ่งเป็นตำนานแรลลี่ติดล้อตัวจริง ญี่ปุ่นก็ส่งนิสสันรุ่นแฟร์เลดี้ 240Z มาลงแข่ง เยอรมันส่งปอร์เช่ 911 มาแข่ง ฝรั่งเศสส่ง Alpine A110 มาแข่ง โอย เอาเข้าแล้วไงล่ะท่าน งานช้างนะเนี่ย!!! แต่สุดท้าย ยักษ์ใหญ่โดนล้มจนหงายดังตึง!!! โดนมินิซิวตำแหน่ง 1-3 ไปกินเรียบหน้าตาเฉย!!!!!!
ส่วนเรื่องตำนานที่มินิไปซิ่งเล่นเดี๋ยวจะเล่าในรอบหลังล่ะกัน....

ส่วนนี่ก็คือเครื่องยนต์รุ่นท๊อปตัวจริงเสียงจริง รุ่นสร้างตำนานและเป็นรุ่นเอาไปซิ่งในหนัง The Italian Job จนขึ้นชื่อลือชาทั่วโลก ใช่แล้วครับตัวนี้คือรุ่น Cooper S (MK1) ที่ผ่านการแต่งแบบเต็มพิกัดพร้อมซิ่งระเบิดทุกเมื่อ
ต่อมาเครื่องแต่งที่ขยายเป็น 1275 ซีซี ก็ยังสะใจขาโจ๋ชาวอังกฤษไม่พอ ก็ส่งมันไปหาท่านจอห์น คูเปอร์อีกรอบ งานนี้พี่แกเล่นปรับแต่งรอบใหญ่ ใส่คาร์บูเรเตอร์คู่ เพิ่มแรงม้าจากเดิมให้มากขึ้นไปอีกเป็น 115 แรงม้า (คร่าวๆนะ) แล้วตั้งชื่อให้ว่า Cooper S งานนี้ก็เอาอีกแล้วครับ ส่งไปแข่งมอนติคาร์โลก็กินเรียบตั้งแต่ที่ 1-5 ซะงั้น!! แถมป็นรถโรงงานของ BMC สามคันรวด!!
เอาล่ะ เครื่องเดิมมันคงไม่สะใจขาโจ๋สมัยนี้ใช่ไหม เอาล่ะมาดูเครื่องติดเทอร์โบกันเลยสิ

นี่ไง เครื่องของมินิแบบพิเศษ ส่งตรงมาจากอังกฤษ แต่งโดยสำนักแต่งของอังกฤษ เพื่อคนรักรถอังกฤษ (แต่ไหงส่งออกขายที่ญี่ปุ่นตั้ง 300 กว่าคันเนี่ย...)
เอ้า.... งงใช่ไหมท่านว่าเทอร์โบหรือศัพท์รถยนต์เรียกว่า "หอยมรณะ" (ไม่ใช่ก้นหอยมรณะหรอกนะ) "หอยพิษ" โอย..... สารพัด "หอย" เอาล่ะ มีภาพเต็มๆชี้ให้ดูกัน

จะว่าไป มีคนตะโกนถามว่า "เครื่องเก่าแคมฯเดี่ยวติดคาร์บูสุดเช๊ยเชย ไม่เห็นจะมีเทอร์โบพ่วง" โถ่ เป็นเล่นไป มินิมีเครื่องพ่วงเทอร์โบมาแล้ว!!! แถมเป็นรุ่นพิเศษหายากมากๆ (แต่หาง่ายในญี่ปุ่นเพราะเอาไปส่งออกที่ญี่ปุ่นซะเยอะ) ก็คือ Mini ERA Turbo เครื่องก็เจ้าเก่า แต่คราวนี้พ่วงเทอร์โบของ Garrett รุ่น T3 ซึ่งเป็นยี่ห้อที่รถแข่งแรลลี่ยอมรับว่ามัน "แรง โหด และทนทายาท" แล้วมายัดในเครื่องมินิ คราวนี้พุ่งฉิวกว่าเดิม วิ่งเร็วขึ้น 200 กิโลมตรต่อชั่วโมงสบายบรื๋อในสมัยเมื่อ 20 ปีก่อนที่เรื่องเทอร์โบติดรถบ้านมันยังใหม่แกะกล่อง!!!!!

ส่วนนี่ก็มินิรุ่นบอดี้แบบหายาก(เอาเรื่อง) ติดเครื่องตัวรุ่นเทอร์โบลงไป เดี๋ยวรายละเอียดของรุ่นนี้จะอยู่ใน Entry หน้าล่ะครับ
คราวนี้ใครจะกล้าเถียงมาหือมาอือกับเจ้ามินิตัวแสบบ้างล่ะ ตัวเล็กๆ กินน้ำมันน้อย แค่ 12 กิโลเมตรต่อลิตร แล้วทำมาแล้วตั้งแต่ 40 ปีก่อน!! ระบบขับเคลื่อนก็เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งทำออกมาเป็นเจ้าแรกๆ ซึ่งในตอนนั้นน่ะหรอ ญี่ปุ่นกำลังบ่นว่า "รถขับหน้าเป็นไป(แทบ)ไม่ได้" ช้าไปแล้วไอ้น้อง~
เดี๋ยวคราวหน้ารับรองว่าจะเอาภาพภายในห้องโดยสารแบบละเอียด และโมเดลรุ่นต่างๆที่ผลิตออกมาให้รับชมล่ะกัน..... ส่วนในงวดนี้ ขอตัวไปซิ่งรถมินิในเกมก่อนล่ะคร้าบ~
edit @ 2006/12/29 01:45:31