2006/May/05

กลับมาแล้วครับ ตามคำมั่นที่ใด้ให้เอาไว้ บังเอิญจริงๆแล้วผมกะว่าจะอัพเมื่อคืนเสียหน่อยแต่ทว่าพึ่งกลับมาจากโรงแรมโอเรียนเต็ลเพราะมีงาน Gumball 3000 ซึ่งเป็นทัวร์ซิ่งรถของพวกคนมีกระตังค์จากทั่วโลกแบบซิ่งกันไม่ยั้งมือ รถน่ะหรอ ซูปเปอร์คาร์ซะมาก เดี๋ยวไว้ได้ภาพถ่ายจากรุ่นน้องที่ไปด้วยกันแล้วจะมาอัพให้ครับ

รอบนี้ก็จะมาพูดถึงรถมินิยุคแรก ที่เรียกว่า MK1 (มาร์ควัน) กันล่ะครับ
สิ่งที่รุ่นมาร์ควันต่างจากมินิยุคปัจจุบันก่อนที่จะเปลี่ยนมือเป็นมินิของ BMW คันละ 1.2 ล้านขึ้นนั้นก็มีรายละเอียดต่างๆดังต่อไปนี้ครับ

แต่ก่อนอื่นผมขอเอาภาพตัดภายในแบบชัดเจนๆมาให้ชมกันเสียก่อนครับ

ภาพนี้เป็นภาพตัดของมินิรุ่นแรกๆ (หลังจากเปลี่ยนหน้าปัดแสดงความเร็วแล้ว) แบบว่าผ่ากันให้เห็นโต้งๆกันถึงไส้ถึงพุงกันเลยครับ หุๆๆ

สิ่งแรกของมินิตัวถังยุคแรกสุดๆเลยนั้นที่เห็นชัดจะเป็นหน้าปัดแสดงความเร็ว+น้ำมัน จะเป็นหน้าจออยู่ตรงกลาง แล้วเป็นจอเดี่ยวๆ บังเอิญผมไม่มีภาพถ่ายชัดๆเพราะหายากมากๆ แต่พอเป็นรุ่นหลังๆไม่ว่าจะเป็นตัวรุ่นพิเศษหรือรุ่น Cooper แล้วจะเป็นหน้าจอวงรีที่เรียกว่าจอไข่ครับ หน้าจอก็จะเป็นเข็มันความร้อนเครื่องอยู่ซ้ายมือ เข็มเรือนไมล์วัดความเร็ว+เข็มน้ำมันอยู่ตรงกลาง และทางขวาก็จะเป็นเข็มวัดน้ำมันเครื่องไงล่ะครับ ชุดเกจ์วัดพวกนี้ก็ยังเป็นของยี่ห้อจากทางอังกฤษก็คือ Smith ไงล่ะครับ

นี่ล่ะครับภายในของมินิรุ่นแรกๆใช้จนถึงตัวถังรุ่นที่สอง หน้าปัดแบบจอไข่ก็ตามที่เห็นในภาพเนี่ยล่ะครับ ข้างล่างของหน้าปัดเป็นแผงสวิทช์ตั้งแต่ไฟหน้า ใบปัดน้ำฝน กุญแจสำหรับสตาร์ทรถ ที่จุดบุหรี่ และระบบระบายอากาศด้วยครับ (ตัวเปิดไฟสูงอยู่ที่พื้นใกล้ๆแป้นคลัทช์ที่อยู่ทางซ้ายสุดของแป้นเหยียบไงครับ)

ยังไม่พอนะครับ มินิยุคแรกๆใช้ระบบสตาร์ทกุญแจอยู่ข้างใต้แผงเกจ์ยังไงล่ะครับ อยู่เป็นแผงครบครันพร้อมกับสวิทช์ใบปัดน้ำฝนและไฟหน้ารถครบครัน ซึ่งก็ยังอยู่จนกระทั่วรุ่นหลังๆเอาตัวสตาร์ทรถมาอยู่ที่คอพวงมาลัยยังไงล่ะครับ (แต่ปุ่มต่างๆก็ยังอยู่ที่เดิมนะ)

อ่ะ โชว์ให้ดูว่าภายในรถมันโอ่โถงแค่ไหน นี่คนตัวอ้วนๆยังนั่งได้ง่ายเลย ในภาพเขาไปเพิ่มเข็มวัดรอบเครื่องยนต์กันเหยียบจนเกินรอบยังไงล่ะครับ

คอพวงมาลัยยุคแรกๆจะเป็นพลาสติกมนสีดำเรียวยาวครอบทั้งความยาว ก็แหงล่ะครับตามสไตล์รถยุคคลาสสิค มีก้านไฟเลี้ยวอยู่ก้านเดียว แต่ทว่ามีปุ่มแตรในก้านนะครับ วิธีใช้น่ะหรอ ดันที่หัวก้านไงล่ะครับ แล้วมันจะร้อง ปิ๊นๆ เสียงน่ารักน่าชังเชียว (แต่ขืนไปกดแตรปิ๊นๆเล่นระวังเขาด่าไล่เอานะจ๊ะ เหอๆๆๆ)

เอาล่ะ เดี๋ยวจะให้ดูภาพภายในของตัวรถแข่งให้เทียบดูล่ะกัน ไม่ได้ต่างอะไรมากนักหรอกครับ ก็แค่เพิ่มแผงควบคุมพิเศษไปเยอะหน่อยๆ เปลี่ยนเบาะเป็นเบาะรถแข่ง และก็สารพัดบลาๆ

ดูวุ่นวายไปนิดนึงสำหรับตัวแข่ง แต่ใครไปหามาได้นี่ไม่ใช่ของธรรมดานะครับ พวงมาลัยตัวที่ท่านเห็นก็คือ Motolita ยังไงล่ะครับ ซึ่งต่างกับใน Entry ที่แล้วที่ผมช่วยประกาศหาตัวพวงมาลัยแบบ Les Leston น่ะครับ

เอาล่ะ พูดถึงภายในคร่าวๆแล้วมาดูภายนอกกันดีกว่า มินิรุ่นแรกๆไฟท้ายจะเป็นมนๆ เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้เลยครับ หายากไหม หายากเอาเรื่องเลย แต่ก็มีผลิตขายกันอยู่นะเพราะว่าเขาก็รู้กันอยู่ว่าคงมีหลายคนที่กำลังหามาใส่สำหรับรถที่กำลังบูรณะหรือแถวบ้านเรียกว่า "ปลุกผี" ไงล่ะครับ

นี่ไงครับ ไฟท้ายจะมนๆน่ารักๆ อันนี้ก็ภาพถ่ายโฆษณาเมื่อสมัยโน้น~ ถ่ายจริงๆ เขาว่ากันว่ามินิตัวก่อนสามารถทำสถิติ "ยัดคนในรถ" ได้ตั้ง 15 คนเชียวนะ...แต่ว่าต้องเปิดเอากระจกออก (ฮา) แต่เวลานั่งจริงๆ ผู้ใหญ่นั่งได้ 5 คนเชียวนะ

ต่อมากระจกข้าง เคยเจอไหมครับ รถเลื่อนกระจกไปด้านหน้าเพื่อเปิด (ฮา) นี่ล่ะครับเอกลักษณ์ของมันสำหรับรุ่นเก่าๆ วิธีเปิดน่ะหรอ มีสองฝั่ง ฝั่งแรกอยู่ด้านหน้า จะติดกับขอบประตูเลย มีปุ่มสีดำๆ ให้เราบีบแล้วเลื่อนมาข้างหลัง สำหรับคนอยากขับๆแล้วรับลมเล่นๆ แต่คงไม่ชอบเท่าไหร่เพราะนานๆทีจะมีคนเลื่อนจากข้างหน้ามาข้างหลัง แล้วก็มีอีกฝั่ง อยู่ตรงกลางกระจกแล้ว มีปุ่มเหมือนกัน บีบแล้วเลื่อนไปข้างหน้าสำหรับประเภทจอดรถจ่ายตังค์ขึ้นทางด่วน และคนก็ชอบใช้หน้าต่างฝั่งนี้นะ (ผมก็ชอบนะ เพราะชอบเลื่อนมันไปข้างหน้า)

นี่ล่ะครับ ประตูของมินิตัวแรกๆ จะเห็นได้ว่ากระจกเป็นแบบบานเลื่อนสุดแนว เลื่อนไปเลื่อนมา โอว ได้ฟีลลิ่งจริงๆ หุๆ (ภาพก็มาจากหนัง The Italian Job ตัวเก่ายังไงล่ะครับ)

เอาล่ะ ต่อมาก็คือประตูครับ มินิรุ่นแรกๆจกระทั่งตัวถังรุ่นสองก็คือมาร์คทูตรงประตูจะเป็นระบบบานพับข้างนอกอย่างในภาพ อย่าไปดูถูกหาว่ามันกิ๊กก๊อกนะ มันแข็งแรงเป็นบ้าเลย บานพับง่ายๆสองตัวนี้กลไกเหมือนบานพับประตูบ้านเราแต่อยู่ข้างนอก แข็งแรงทนทายาทเลยทีเดียว วางในตำแหน่งรองรับน้ำหนักพอดีด้วยสิ ส่วนประตูตัวนี้ ภายในฝั่งห้องโดยสารก็จะมีช่องขนาดเบ้อเริ่มไว้ใส่ของได้สารพัดสารเพ และข้างในเว้าไว้เผื่อรองรับแขนของคนนั่งเพื่อความสบายไงล่ะครับ

นี่ไงล่ะครับ สังเกตุด้านในของประตูให้ดีๆว่าจะมีช่องเก็บของเบ้อเริ่ม แล้วแถมเว้าในรองรับแขนเวลาเราขับรถหรือเรานั่งรถด้วย หาได้ไหมล่ะในรถสมัยนี้ แผงหุ้มประตูโคตรหนาตายชัก นั่งแล้วอึดอัดจริงๆ

หูจับประตูน่ะหรอ ตัวนี้เป็นแบบพลิกลงแล้วก็เปิดครับ รุ่นหลังๆตั้งแต่ตัวถังรุ่นสามหรือมาร์คทรีขึ้นไปจนตัวสุดท้ายของสายพานการผลิตจะเป็นประตูกดปุ่มถึงเปิดน่ะครับ

ต่อมาเรามาดูข้างหน้ารถกันดีกว่า
อ๊ะๆ ขอแนะนำอีกนิด รถมินิยุคแรกสุดก็คือตัวถังนี้ มีสองยี่ห้อ แต่มาจากโรงงานเดียวกัน ยี่ห้อแรกคือ "ออสติน" ซึ่งรถมินิรุ่นเก๋าพวกนี้เวลาจดทะเบียนในไทยส่วนมากใช้ชื่อจดทะเบียนว่า "ออสติน มินิ" นะครับง่ายๆ ดูที่ป้ายยี่ห้อรถครับ จะเป็นป้ายแบบแผ่นเลยแล้วเขียนว่า Austin Mini ส่นวอีกยี่ห้อหนึ่งนั้นก็คือ "มอริส" Morris ซึ่งป้ายยี่ห้อจะเป็นแบบเหมือนขีดๆมีวงกลมนูนอยู่ตรงกลาง แล้วจะเขียนว่า "Morris Mini" ป้ายยี่ห้อนี้ก็ต่างกันทั้งข้างหน้าและข้างหลังล่ะครับ เดี๋ยวให้ไปดูในภาพจะเห็นชัดกว่าคำอธิบายเยอะ~

นี่ไงล่ะครับ มินิปะยี่ห้อ "ออสติน" ป้ายเป็นแผ่นๆตามที่ผมบอกไหมล่ะ (ในภาพนี้คือ Austin 7 น่ะครับ)

ส่วนต่อมานี่ก็คือ "มอริส มินิ" ยังไงล่ะครับ ป้ายยี่ห้อจะต่างกันชัดเจนเลย ว่าแต่ภาพนี้มันก็ภาพโฆษณาสมัยก่อนไงล่ะครับ ไปตกแต่งใหม่ให้มันพอชัดขึ้น

ก็อย่างว่าล่ะครับ สองยี่ห้อนี้มาจากโรงงานเดียวกันก็คือเครือบริษัทรถยนต์แห่งอังกฤษ BMC แต่ทว่าเขาทำยี่ห้อเพิ่มเพราะกระจายตามโรงงานย่อยๆไงล่ะครับ จะได้ผลิตเยอะๆรองรับคนอยากซื้อเจ้ารถน่ารักๆแบบนี้ได้ครบครัน

เอาล่ะเราออกทะเลถึงไหน อ๋อ... แค่แถวๆแม่น้ำเทมส์เอง รอดไปนะเรา.... ด้านหน้านั้นจะมีกระจังหน้ารถที่เหมือนหนวดครับ ยังไงน่ะหรอ? ก็มันจะเป็นแบบโค้งๆ ตรงขอบล่างจะมนแบบตวัดขึ้น ดูแล้วเหมือนหนวดอันเล็กๆนะ ดูตลกดีเหมือนกัน (และเป็นภาพลักษณ์ที่ติดตาคนมากที่สุดด้วยนะ)

เอาล่ะ บอกรูปร่างเด่นๆของตัวถังยุคแรกไปแล้ว ทีนี้ตัวถังนี้ได้ออกรุ่นอะไรมาแล้วบ้างล่ะ คำตอบก็คือมีเยอะเลยครับ....

เริ่มแรกเลย รุ่นที่วิ่งกันบ่อยสุดๆก็คือตัวรุ่นปกติ ไม่มีชื่ออะไรมากนัก แต่จะเรียกกันในผลิตภันท์โรงงานว่า saloon Mini ซึ่งถ้าเป็นของ "ออสติน" จะเรียกว่า Austin 7 แล้วเปลี่ยนเป็น Austin Miniซึ่งจะมีรุ่น 850 กับรุ่น 1000 และไม่วาย ยังมีรุ่นเกียร์ออโตเมติกด้วย!!!!! (แต่ลูกค้าก็ชอบแซวว่า เกียร์ธรรมดาก็ขับสบายอยู่แล้วไม่ต้องเอาเกียร์ออโตมาก็ได้)
แต่ถ้าเป็นของ "มอริส" ก็จะเป็นรุ่น Mini Minor (อ่านว่า "มินิ ไมเนอร์" นะครับ) แต่หลังๆมา เอาคำว่า "ไมเนอร์" ออก เพราะว่าคำว่า "มินิ" มันเป็นแบรนด์เนมไปแล้วก็เลยเป็นคำว่า Morris Mini ไงล่ะครับ

ตัวรุ่น 850 กับ 1000 ต่างกันตรงไหน คำตอบก็คือเครื่องยนต์ไงล่ะครับ ซีซีสูงกว่าเครื่องก็แรงกว่าวิ่งฉิวกว่าไงล่ะครับ

ต่อมาเลย มันก็คือตัวรุ่นธรรมด๊าธรรมดาไปแต่งเครื่องให้เจ็บๆเอาไว้ซิ่งระเบิดก็คือ Mini Cooper ไงล่ะครับ


ภาพนี้เป็น Aurtin Mini Cooper ตัวแรก เขาจะเปลี่ยนกันชนหน้าให้มีขอบกั้นนิดหน่อยตรงไฟเลี้ยวน่ะครับ หุๆ

ส่วนนี่ก็เป็น Morris Cooper เห็นไหมครับ ตัวรุ่นคูเปอร์ต่างกันกับรุ่นธรรมดาที่ว่ากันชนจะเป็นแบบที่ผมบอกน่ะแหล่ะ มีขอบกั้นตรงไฟเลี้ยวเพิ่มมา

จำคันแดงแรงฤทธิ์ได้ไหมเอ่ย ใช่แล้วครับคันนี้ก็มาจาก The Italian Job (1969) ไงล่ะครับ นี่เป็นฉากติดออกจากท่อน้ำแล้วกำลังจะซิ่งไปที่ทางด่วนขึ้นรถบัสไงล่ะ

รุ่นแรกๆจะยังเป็น Cooper ตัวธรรมดาไปก่อน เครื่องก็เอาตัว Mini 1000 มาแต่งใหม่ให้แรงกว่าเดิม แต่หลังๆมา ไม่สะใจ พี่ท่านเล่นแต่งเครื่องเป็นรุ่นขยายความจุเป็น 1275 ซีซี แล้วตั้งชื่อเล่นว่า Cooper S (Special) งานนี้ใครๆซื้อก็พากันชอบ แม้แต่ตำรวจยังชอบเลย กรมตำรวจอังกฤษเล่นซื้อหลายคันประจำตาม ส.น. แล้วเอามาลาดตระเวรในเมืองไงล่ะครับ (คนอังกฤษสมัยก่อนจะเรียกรถตำรวจว่า "แพนด้าคาร์" หรือเรียกเล่นๆว่า "แพนด้า" เพราะรถเป็นสีขาว ล้อสีดำๆ เหมือนแพนด้าเป๊ะๆ)

มีภาพรถตำรวจอังกฤษไหม? มีครับ อุตส่าห์เค้นหาจนเลือดตากระเด็นเพื่อเอามาให้รับชมเลย

อ่ะถือว่าเรียนคำศัพท์กันนิดหน่อยนะ Panda Car ก็หมายถึง Partrol Car ของอังกฤษ เพราะตัวรถเป็นสีขาวสนิทแต่ล้อรถจะเป้นสีดำตัด เลยเหมือนแพนด้า ที่ญี่ปุ่นก็เหมือนกันครับ เขาเรียกรถตำรวจแลมบกที่วิ่งอยู่ว่า "ปันด่ะ" เหมือนกันน่ะครับ รถเขาก็ขาวตัดดำ

ต่อมา มินิไม่ได้มีแต่ตัวธรรมดาเหมือนรถบ้านนะ มีตัวกระบะด้วยจะบอกให้ซึ่งก็คือรุ่น Pick-up ออกมาให้สำหรับคนเอาไปใช้งานกัน ก็มีเยอะล่ะครับ ตั้งแต่ขนปลาจากเรือยันร้านขายดอกไม้ โอย เขาใช้กันเยอะ แต่ในปัจจุบัน หายากมากครับ ตัวนี้ในไทยทราบว่ามีราวๆ 4-5 คันเท่านั้น (มีหายากกว่านี้นะจะบอกให้)

นี่ก็โฉมหน้ารถมินิรุ่นกระบะไงล่ะครับภาพอาจจะไม่ชัด แต่เพราะว่ามันหายากจริงๆเลยได้มาแค่นี้ครับ

ต่อมา เมืองนอกน่ะ คนมีลูกมีเต้าแล้วนึกครึ้มอยากได้รถนั่งได้หลายๆคนพร้อมกับสัมภาระเยอะๆ ก็เป็นที่มาของรถแบบ Estate ไงล่ะครับ มินิน่ะหรอ ก็มีเหมือนกัน ก็รุ่นในภาพนี้ไงครับ

มินิก็ทำรุ่นแบบเอสเตทมาเหมือนกันแต่เรียกว่า Traveller ไงล่ะครับ...
รุ่นนี้พิเศษอย่างไร ก็เอามินิเดิมเพิ่มท้าย ยาวกว่าเจ้ารุ่นกระบะเสียอีก นั่งได้เต็มๆตั้ง 6-7 คน แต่มันจะมีหน้าต่างแบบยาวตรงตอนท้ายให้ด้วย ฝาท้ายนั้นจะเป็นแบบตู้เสื้อผ้า ก็คือเปิดแต่ละข้างหรืออยากจะเปิดข้างเดียวก็ได้ (ฝาบานละครึ่ง) แล้วก็ตรงส่วนท้ายจะมีแผงลายไม้ประดับรถตรงด้านนอกสำหรับบางรุ่น (เอ๊ะ มันก็เป็นไม้ไม่ใช่หรอ) เอาล่ะเดี๋ยวมันจะมึน ดูในภาพเอาล่ะกันเน้อ

ส่วนนี่ก็ตัวที่ผมบอกว่ามันมีแผงกรอบไม้ประดับข้าง นี่เป็นภาพโฆษณาเหมือนกันนะครับ

ในเมืองไทยมีไหมครับ?.... พูดได้คำเดียวว่า บ่มีสิเด้อ~ หายากมากครับ เมืองไทยไม่เคยมีใครเอาเข้ามาครับ ถ้าท่านใดเจอมันวิ่งในไทย กรุณาติดต่อผมด่วน จะได้เอากล้องไปถ่ายมาให้ชมเลย

ต่อมา ก่อนหน้าจะเป็นรุ่น Traveller เนี่ย เขาก็ทำรถเผื่อการใช้งานเหมือนรถตู้ในบ้านเรา ไม่ใช่รถตู้วิ่ง 35 บาทสุดแสนโคตรจะหวาดเสียวนะ แบบว่ารถตู้ขนของหรือเอาไว้สำหรับเป็นรถบริการในการซ่อมรถตามถนน ซึ่งก็คือรุ่น Minivan ดังในภาพนี้ไง

บังเอิญบังเอิญตัวนี้เป็นรถโมเดลนะจ๊ะ หาตัวจริงยากพอสมควรเลยทีเดียว รถคันนี้เป็นรถคอยบริการซ่อมแซมรถที่เสียกลางทางยังไงล่ะครับ

รุ่นนี้ตรงกันข้ามกัน Traveller แบบโดยสิ้นเชิง ไม่มีของประดับภายนอก ไม่มีกระจกยาวตอนท้าย เบาโดยสารด้านหลังไม่มี มีแต่ด้านหน้า ที่อังกฤษเขาใช้เป็นรถขนของ ส่วนทางราชการของอังกฤษนั้นเขาใช้รถรุ่นนี้เป็นรถเซอร์วิสให้กับรถที่เสียตามทางด่วนไงล่ะครับ ในเมืองไทยมีไหม? มีครับ ราวๆ 2-3 คันได้เท่าที่ผมเคยเห็น คันนึงเป็นตัวปี 62 ของมอริส เป็นรถคันสีขาวของอาเจ็กซึ่งเป็นพี่เลี้ยงผมเองซึ่งเดี๋ยวนี้พี่แกแต่งงานกับอดีตลูกน้องพ่อผม เจ้าตัวก็ยังใช้รุ่นนี้มาซิ่งเล่นยามว่างอยู่นะ

จริงๆ มีอีกรุ่นหนึ่ง แต่ผมไม่ขอยกไว้อธิบายในตอนนี้เพราะมันคนละหมวด แต่มันเป็นรถมินิแบบรถจิ๊ปก็คือ Mini Moke ในไทยผมกล้าพูดว่ามีเพียงคันเดียวและสภาพสวยสุดๆ!!!! เป็นรถคันสีแดงสดเจ้าของเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชมรมมินิแห่งประเทศไทยเชียวนะ!!! (ถ้าท่านเจออีกคันที่ไม่ใช่คันที่ผมพูดก็ติดต่อด่วน)

เอาล่ะ ต่อมาก็ประมวลภาพมินิตัวถังแรกๆมาให้ดูซักกะหน่อย

นี่ไงครับ มินิตัวที่เอาไปให้คุณเอ็นโซ่ เฟอร์รารี่เจ้าของโรงงานและผู้ก่อตั้งรถเฟอร์รารี่ ตนที่ยืนทางซ้ายก็คือคนก่อตั้งรถมินิ ท่านเซอร์เอล็ก อิสสิกอนิซ ส่วนคนใส่แว่นตาดำก็คือคุณเอ็นโซ่ไงล่ะครับ

เดี๋ยวหาว่ามั่วหรือเปล่า(ฟระ) มีลายเซ็นต์ด้วยเฟร้ย!!!!

เอาล่ะ ต่อมาก็มาดูรถแข่งในตำนานของมินิกัน คันนี้ทราบกันดีว่าเป็นคันที่ผมช่วยประกาศหาพวงมาลัยเนี่ยล่ะ หมายเลขทะเบียน 33 EJB เป็นคันที่นักแข่งรถชื่อดังอย่าง Paddy Hopkirk เป็นคนขับคว้าชัยในแรลลี่มอนตีคาร์โลเมื่อปี 1964 ไงล่ะครับ

คนนั่งในรถก็คือคุณแพดดี้ ฮ็อปเคิร์ก คนทางซ้ายผมลืมชื่อแล้วแต่เป็นคนนำทางหรือที่เรียกว่า "เนวิเกเตอร์" คนใส่สูทสีดำยืนพิงรถก็คือประธานบริษัท BMC ส่วนท่านเอล็ก อิสสิกอนิซก็คือคนที่ยืนอยู่ทางขวาสุดไงล่ะครับ

เอาล่ะครับ ต่อไปหัวข้อจะเป็นมินิตัวถังรุ่นที่สอง ซึ่งหายากสุดขั้ว เพราะผลิตมาน้อยมากเนื่องจากเป็นช่วงคาบเกี่ยวของบริษัทจาก BMC มาเป็น BLMC (British Leyland Motor Company แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น British Leyland ไงล่ะครับ) ผลิตมาไม่กี่ปี แต่ก็ยังมีรุ่นเจ๋งๆ แม้กระทั่งตัวแข่ง ซึ่งใครได้มาในการครอบครองถ้าหากว่าเป็นรถตัวแท้ๆก็จงภูมิใจครับ ใครจะขายโมเดลตัวถังรุ่นที่สองเขาขายกันเป็นล้านกว่าบาทขึ้นไป!!!!!!!! เพราะมันหายากจริงๆ ผมเคยเห็นมันวิ่งแค่คันเดียวเอง กับตาของผมเลยนะ พูดตามตรง ผมอยากได้ตัวถังรุ่นนี้มากที่สุด ถ้าได้มา ผมจะให้เป็นของขวัญวันเกิดของแฟนไม่ก็ของขวัญวันแต่งงานเลยเอ้า!!

ก่อนจากไปก็ขอทิ้งท้ายเอาคลิปจาก Youtube มาปะให้รับชมเอาฮา+สาระกัน

อันนี้เป็นการแอบสะใจเล็กน้อยครับ นี่เป็นรายการทดสอบ Mini Cooper S รุ่นเก่า - กับรุ่นใหม่ ใครฟังภาษาอังกฤษออกจะเก๊ททั้งหมดครับ แต่ดูแล้วสะใจครับ มินิรุ่นเก่าแซงหน้ารุ่นใหม่ได้อย่างหน้าตาเฉย!! คนขับรุ่นเก่าคือ John Rhodes นักแข่งในตำนานอีกท่านซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนขับรุ่นใหม่คือ Tiff Needle พิธีกรของรายการ Topgear (ปัจจุบันลาออกไปทำกับรายการ Fifth Gear แล้วครับ)

ส่วนอันนี้เป็น Morris Mini Countryman หรือ Traveller ไงล่ะครับ แต่เป็นตัวถังรุ่นที่สอง คันนี้เป็นของญี่ปุ่น วีดีโอถ่ายโดยเจ้าของชาวญี่ปุ่นน่ะครับ

แต่ก่อนหน้าที่จะอัพบล็อคให้เจ้ามินิตัวรุ่นที่สองนั้นจำเป็นว่าจะแอบแทรกด้วย Gumball 3000 ที่นั่งถ่ายภาพกันวินาศสันตะโรตั้งแต่หัวค่ำยันดึกเลยเอ้า!! ถ่ายกันตั้งแต่หกโมงเย็นยันตีหนึ่งอ่ะ โอย~


edit @ 2006/12/29 01:44:42
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

เดี๋ยวนี้ผันตัวเองมาเป็นผู้นำเข้ารถยนต์แล้วหรอ
#1  by  P i s a j * E l f At 2006-05-05 18:43, 
ง่ะ.......... ไม่ใช่แล้วเฟ้ย!!!

แค่ที่บ้านมีอยู่คันนึง แต่ขายฝากให้ญาติ เคยขับมันแล้ว เคยซิ่งมันแล้ว เลยชอบ อีกอย่าง รถอะไรไม่รู้น่ารักชะมัด แถมรถญี่ปุ่นนับวันโคตรน่าเบื่อพิกลๆ
#2  by  Medic-kung At 2006-05-07 21:59, 
เฮ้ย!!! ดูไปดูมา...มันสวยอะ!!!

แบบว่า แปลก ไม่เหมือนชาวบ้านเค้าดีหงะ ^^

อืม...บล๊อกเริ่มสวยงาม+สะอาดขึ้นแล้วนะท่าน

สงสัยจะเริ่มเก็ทกะ CSS โค้ที่ให้ไปแล้วอะดิ ^^

ตอนนี้ได้แบบใหม่มาแล้วนะ ^^
ฤ๎แ๐๛้ ไๅํ
#4  by  าๅ๑๒๎โ๎ๅ ๑๎๎แ๙ๅํ่ๅ (87.248.183.183) At 2006-08-30 22:56, 
ฤ๎แ๐๛้ ไๅํ
#5  by  าๅ๑๒๎โ๎ๅ ๑๎๎แ๙ๅํ่ๅ (87.248.183.183) At 2006-08-30 23:13, 
Thanks so very much for taking your time to create this very useful and informative site. I have learned a lot from your site. Thanks!!
#6  by  Honda Miami (87.248.183.183) At 2006-08-30 23:22, 
Thanks so very much for taking your time to create this very useful and informative site. I have learned a lot from your site. Thanks!!
#7  by  Honda Miami (87.248.183.183) At 2006-08-30 23:24, 
I am here to say hello and you have a great site!



#8  by  Robitussin (201.245.163.2 /192.168.254.254) At 2006-09-11 21:22, 
Very interesting and professional site! Good Luck!
#9  by  Halcion (203.113.13.3) At 2006-09-14 21:06, 
Very informative and very easy to navigate. I plan to return again. Thank you, excellent work.
#10  by  Verry nice! (83.18.15.172 /127.0.0.1) At 2006-09-28 01:46, 
Hello.Thanks so much.
#11  by  Kamagra (195.188.16.14) At 2006-11-03 05:12, 
พูดคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับรถ
http://clubrot.com/cars
#12  by  เที่ยวไทย At 2007-09-10 08:11, 
Very nice site!
#13  by  ptytyeup (194.249.118.130) At 2009-10-04 20:45, 

<< Home


Medic-kung
View full profile