Mini

เมื่อ Entry ที่แล้วอัพภาพสำหรับ 5000 hits ไปพอดี แต่ไม่มีใครมาดู... สงสัยเราอัพผิดเวลาล่ะมั๊ง เอาเหอะๆ

ฉะนั้น... สำหรับคนที่ไม่อยากจะมานั่งกดดู previous entry ก็จะอัพให้อีกซักรอบล่ะกันนะก๊า... (ดูภาพต้นฉบับเต็มๆที่ DA เอาล่ะกันนะ)

----------------------------------------------------------------------

เอาล่ะ มาแล้วสำหรับการรอคอย!!!!
สิ้นสุดกันเสียทีกับการเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน (เพราะคนอัพตามข้อมูลแบบละเอียดยิบ) ยอมลงทุนวิ่งไปหาโบรชัวร์รถมินิที่หายากบรรลัยกันอ้วกแตกอ้วกแตนกันเลยทีเดียว!!!

Welcome to the Mini's first Grand Touristmo!!!!

"กระป๋องติดล้อสำหรับสาวๆเท่านั้นรึ? ไม่ใช่ซักหน่อยน่า~"
(ภาพนี้เป็นภาพโฆษณาของ Mini 1275 "GTS" รายละเอียดจะอยู่ในหมวด 1275 GT น่ะ)

ครับ ตั้งแต่มินิพ้นช่วงยุค "สองยี่ห้อ" ซึ่งมีทั้ง Morris กับ Austin เพื่อเหตุผลทางการตลาดและการแบ่งขายกันเพื่อให้คนเราซื้อเจ้ามินิตัวน้อยในราคาถูกกว่า Ford Anglia ตั้ง 50 ปอนด์!!!เชียวแน่ะ (ใครไม่เคยเห็น Ford Anglia ก็ดู Harry Potter ภาคแรกล่ะกัน คันที่รอยเป็นคนขับนั่นล่ะฮับคือรถ Anglia)

เมื่อปี 69 ทางบริษัท British Leyland ซึ่งก็คือการรวมตัวของกลุ่มบริษัทประเภท Backyard Industry ออกแนวเหมือนเศรษกิจพอเพียงของชาวผู้ดีเขาแต่อยากจะรวมก๊วนกันเพื่อสร้างความต่อรองในกลไกตลาดเพื่อมาทดแทนนายทุนใหญ่อย่าง BMC ซึ่งในปี 1969 ยังเป็นบรรษัทมหาชนแห่งชาตินามว่า "British Leyland Motor Company" หรือย่อว่า BLMC ก่อนที่จะยุบชื่อเก่าเป็น British Leyland ในช่วงต้นปี 1970

และช่วงปี 1969 -1970 นั่นเองก็คือยุคสุดท้ายของ mk.II ซึ่งกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมรุ่น mk.II มันถึงได้หายากกันซะทั่วโลก ก็เพราะว่าสายพานการผลิตที่สั้นจู๋ไปหน่อย

แต่ถึงกระนั้น เมื่อเจ้ามินิได้บ้านหลังใหม่นามว่า "British Leyland" เจ้าบ้านเองไม่ยอมให้น้อยหน้าเดี๋ยวจะหาว่า "เปลี่ยนชื่อบริษัทแล้วไม่เห็นมีอะไรเป็นหมัดเด็ดออกมาสู้เหมือนสมัยก่อนเลย"

สุดท้ายก็ได้เจ้านี่ออกมายังไงล่ะกัน Mini Clubman

หน้าตามันคงตลกไปหน่อยเพราะมันไม่ได้หน้าตายียวนชวนกวนโอ๊ยเหมือนเจ้าหน้าโหนกๆที่เราฮิตติดลมบน คิดซะว่าเหมือนจับเด็กสาวไปใส่แว่นล่ะกัน (จริงๆนะ)

เมื่อมีการเปลี่ยนตัวถังรุ่นใหม่ ใช่ว่าเขาจะลบเลือนรุ่นเก่านะ แต่เขาสร้างซีรี่ส์ของ Clubman ขึ้นมาเพื่อให้มีพื้นที่นั่งโดยสารขึ้นมามากกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งเราเองก็ขอพูดยืนกรานเลยว่า ซีรี่ส์ของ Clubman และตัวท็อปของซีรี่ส์นี้ก็คือ 1275 GT นั่งสบายที่สุดในบรรดาซีรี่ส์ของเจ้ามินิตัวน้อยนี้ (มีพื้นที่ช่องขามากขึ้นหรือ Legroom มากขึ้นจริงๆ)

สิ่งที่เขาเพิ่มมาให้นั้นก็มีดังต่อไปนี้

ไฟหน้าก็ตามยุคตามสมัย แต่งวดนี้ใช้หลอดไฟของยี่ห้อดังอย่าง Smiths แทน เนื่องจากว่าลูกค้าเจ้ามินิทุกคนจะบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า "อุปกรณ์ไฟฟ้าของยี่ห้อ Lucas นั้นเจ๊งง่ายจริงๆ" จนกระทั่งเคยเป็นวลีฮิตติดปากทั่วชาวอังกฤษว่า

"เบียร์ร้านไหนอุ่น แสดงว่าใช้ตู้เย็นยี่ห้อ Lucas"

เนื่องจากว่าเจ้ามินิรุ่นเก่าไม่มีช่องรับลมมาจากข้างนอกสู่ห้องผู้โดยสาร (รุ่น mk.I กับ mk.II ถึงต้องเลื่อนกระจกข้างด้านฝั่งหน้าเพื่อไปรับลมไงล่ะครับ)

แต่พอมาเป็น Clubman แล้ว เขาทำแผงคอนโซลหน้าใหม่ และมีช่องรับลมให้ทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับมินิรุ่นต่อๆไป และเป็นช่องแบบไม่ใช่ว่าเป็นท่อลมเฉยๆนะ มีปุ่มหมุนเปิดช่องและปิดช่องได้ (ในยุคต้น 1970 ช่วงนั้นรถส่วนมากไม่นิยมช่องรับลมเท่าไหร่ ดูอย่าง BMW 2002 ก็ได้)

ทีนี้ของเล่นใหม่สำหรับยานยนต์ยุคต้นปี 70 เห็นหน้าปัดแสดงความเร็วไหมครับ? เป็นระบบแผงวงจรไฟฟ้า ถ้าสมัยยุคนี้คงเป็นของมาตรฐาน แต่สมัยนั้น รถส่วนมากใช้ระบบแผงแบบกลไก Mechanicsm อย่างเช่นเข็มวัดความเร็ว
ถ้าไม่เชื่อผมท้าให้คุณลองหาแผงหน้าปัดความเร็วรถเก่าๆยุค 70 มารื้อดูได้เลย คุณจะเจอเส้นเคเบิลเส้นหนึ่งและหลังแผงจะมีรูรับเคเบิล ซึ่งเคเบิลตัวนั้นมันจะไปหมุนหน้าปัดความเร็ว (ทำให้เห็นเข็มความเร็วกระดิกสั่นๆตอนแรก)

แต่สำหรับเจ้ามินิตัวนี้ไม่ใช่ครับ เป็นแผงวงจรไฟฟ้าไปกระตุ้นให้เข็มทำงานแทน ซึ่งรถสมัยเดียวกันยังไม่มีกันเท่าไหร่ และมินิเป็นเจ้าแรกอีกแล้วที่เล่นอะไรให้ลูกค้าทึ่งกันตามๆกัน
และที่แสบสุดๆในสมัยนั้นก็คือ "ยางแบบ Runflats" หรือยางแบบออกแบบเวลารถยางแตกจะสามารถวิ่งได้ไประยะ 50 กิโลเมตร แต่เป็นอุปกรณ์เสริม แต่ยังไง๊ยังไง ลูกค้าเขาก็ไม่เอาอยู่ดีเพราะว่ายางมันแข็งเป๊กเดี๋ยววิ่งบนถนนแล้วมันจะไม่เกาะเอา

ภาพตัวนี้เป็นโบรชัวร์ของทาง British Leyland Australia เป็นภาพสำหรับรุ่น Estate ซึ่งชื่อเรียกจะไม่เหมือนรุ่นเก่าที่จะมีทั้ง Traveller และ Van แต่ถูกเรียกรวมว่า Clubman Estate ซึ่งของมาตรฐานไม่ต่างกับเจ้า Clubman เท่าไหร่มากนัก แต่จะเลือกได้ว่าเอาเบาะหลังหรือไม่ และเลือกได้ว่าจะเอากระจกข้างฝั่งด้านหลังได้หรือไม่

ภาพนี้ต้องขอโทษจริงๆ ไม่มีตัวโบรชัวร์เต็มๆ เขาแสกนให้มาแล้วมันดันเป็นหน้ากลางหนังสือ แต่นี่ก็คือตัว Estate รุ่นเต็ม มีเบาะคู่หลังและกระจกยาวพร้อมบานเลื่อนให้ ตัวรุ่นนี้ผมยังไม่เคยเห็นในไทยนะสำหรับ Clubman Estate แบบนี้

ส่วนภาพนี้ก็คือภาพ Overview คร่าวๆของเจ้า Clubman ทั้งตัว Saloon และ Estate ล่ะครับไม่ได้หนีหรือฉีกจากมินิตัวเก่ามากนัก เพราะว่าของเก่าก็ออกแบบมาให้ดีอยู่แล้วแค่ปรับปรุงตามยุคตามสมัยเหมือนกัน

และนี่ก็คือหน้าตาเต็มๆของเจ้า Clubman (ภาพตัวนี้เป็นตัว Facelift เปลี่ยนจากกระจังหน้าโครเมียมล้วนเป็นดำตัดโครเมียมรูปกากบาท)

ส่วนนี่คือเครื่องยนต์ของเจ้าซีรี่ส์ Clubman (ภาพนี้เอาตัว 1275 GT มาใช้แทนเพราะภาพที่มีมันเล็กไป) เครื่องยนต์ในพิกัดต่ำสุดมีความจุเพียง 1000 ซีซี ต่างกับซีรี่ส์เก่าซึ่งจะมีพิกัดต่ำสุดถึง 850 ซีซี เพราะเขาออกแบบมาให้เป็นรถวิ่งทางไกลได้อย่างปลอดภัยโดยเฉพาะก็เลยต้องทำการเพิ่มความจุให้สูงกว่าตัววิ่งในเมืองทั่วไป

ถ้าจะถามว่าอัตราเร่งแรงออกแนวจี๊ดๆไหม ก็เหมือนๆกับ Cooper รุ่นแรก ที่ใช้เครื่อง 1000 ซีซีล่ะครับ ใกล้เคียงกันล่ะครับ จะไปวิ่งแช๊ดๆในเมืองก็พอได้วิ่งต่างจังหวัดก็แซงเอาได้เหมือนกัน สมกับคำว่า "แจ็คผู้ฆ่ายักษ์บนท้องถนน" จริงๆ

ส่วนนี่ก็คือภาพ X-Ray เป็นภาพมาจากปกหนังสือ Mini Clubman & Mini 1275GT Parts andRepair Manual Guide ของสำนักพิมพ์ Hayes ราคาแพงมากในสมัยนี้เพราะว่าหายากและเป็นหนังสือเครือที่นักเลงรถทั่วโลกยอมรับครับ วาดโดย Terry Devey

จะสังเกตุได้ว่า เมื่อมินิปรับตัวถังเป็นหน้ายืด ทำให้มีช่องว่างในห้องเครื่องเยอะขึ้นทำให้ระบายความร้อนได้ง่ายกว่า (คุณพ่อเองยังพูดเลยว่า Clubman กับ 1275 GT ไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องความร้อนกับอากาศในประเทศไทยมากนัก ดีสมกับเป็นรถยุค Leyland จริงๆ)

และนี่คือภาพ Official สำหรับผ่ารถเป็นชิ้นๆ ตัวนี้เป็น 1275 GT (สังเกตุได้จากฝากระจังหน้ามีตัว GT กำกับอยู่ไฟหน้าซ้าย) การประกอบรถมินิจากโรงงานที่ Longbridge จะประกอบจาที่เห็นอยู่เนี่ยล่ะครับ ทำให้เจ้ามินิทุกตัวมีเส้นตะเข็บตัวถังเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนใคร

ส่วนนี่ก็คือห้องโดยสารฝั่งภายในของซี่รี่ส์ Clubmanและเป็นแบบมาตรฐานสำหรับมินิรุ่นหลังๆ ตัวนี้จะเป็นจอมาตรวัดแบบสามตัวมีทั้ง รอบเครื่อง น้ำมัน+ความร้อน และจอแสดงความเร็วทั้งหมดเป็นของยี่ห้อ Smiths ครับ(จอมาตรวัดแบบแยกจะเรียกว่า Cluster guages)แป้นคันเร่งของในภาพเป็นตัว Paddy Hopkirk ครับ ถ้าใครอยากได้ไปตามงานที่ชมรมรถมินิแห่งประเทศไทยรวมตัวแล้วลองถามๆคนในนั้นดูครับ น่ารักดีแต่แพงนะจะบอกให้

ส่วนนี่จะเป็นภายในของครับ แผงประตูจากเดิมที่มีเป็นช่องเบ้อเริ่ม ก็รวบเป็นประตูบุผ้าหนังหร้อมกับตัวล็อคจิ๋วๆและที่จับประตูด้านใน แต่ก็ยังมีช่อง pocket ใส่ของนะส่วนเวลาเปิดประตูใครที่เคยนั่งมินิที่ไม่ได้เป็นรุ่นเก๋ากึ๊กนั้นจะรู้ดีครับเป็นแป้นเล็กๆดึงเข้าหาตัวแล้วประตูจะเปิดออกมา

และที่สำคัญ ตั้งแต่ Clubman Series จนกระทั่งมินิรุ่นตัวถังหน้าโหนก (ซึ่งถือว่าเป็น mk.III) ต้องมีเข็มขัดนิรภัยตามกฏหมายที่เคร่งครัดของอังกฤษเขาล่ะครับ

สำหรับรุ่นนี้ เคยมีการรับใช้ในวงการข้าราชการเหมือนกันไม่น้อยหน้าเจ้าพี่สาวอย่าง mk.II แต่ไม่ค่อยป๊อบเท่าไหร่ (เพราะคนติดใจเจ้าหน้าโหนกมากกว่าและ Clubman แพงกว่ารุ่นปกติอยู่หน่อยๆ)

ต้องยอมรับว่าเสียเวลาหากับภาพนี้จริงๆ หาจนเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว เป็นรถตำรวจของทางออสเตรเลียเขานั่นไงล่ะครับ

----------------------------------------------------------------------

ที่สำคัญก็คือ เนื่องจากว่ายุคของ British Leyland จนกระทั่งยุคสมัยโรงงานของ Rover เขาจะเรียกยุคหนึ่งว่ายุค Overlap หรือยุคคาบเกี่ยว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกันจนใครอยากจะบูรณะรถแบบตรงรุ่นจริงๆเอามึนไปข้างหนึ่งอย่างเช่นโลโกท้าย

โลโกรุ่นเก่า ตอนที่ว่ามินิยังถือว่าอยู่ในยี่ห้อของ Austin จะเป็นแบบอย่างข้างบน ซึ่งใช้หมดจนกระทั่งรุ่น 1275 GT (ผมไม่ได้ถ่ายไว้เพราะรถขายไปแย้ว) แต่พอเป็นรุ่นใหม่ตั้งแต่ทำตัว Facelift เปลี่ยนฝากระจังหน้าปุ๊บ จะเป็นโลโกแบบข้างล่างครับเพราะเขายกคำว่า Mini เป็นแบรนด์สินค้าไปแล้ว และเป็นการทำให้ทั่วโลกรู้จักว่า "มินิ" อย่างเป็นทางการในฐานะแบรนด์เนมของรถจิ๋วแต่สุดเจ๋ง

และสิ่งที่ต้องพึงสังเกตุให้ดีก็คือ "ไฟท้าย" อย่างเช่นภาพดังต่อไปนี้

ภาพนี้จะเป็นไฟท้ายแบบเก่าเพราะต้องการใช้ของที่มีอยู่ตกทอดมาจาก mk.IIในเมืองไทยนั้นโชคดีครับ ตระกูล Clubman ยัน 1275 GT จะเป็นรุ่นเก่าซึ่งเป็นไฟท้ายสองชั้น ซึ่งหายากกว่า

ซึ่งจะต่างกับเจ้าตัวนี้ (ตัวในภาพเป็นภาพโฆษณาปี 1978) ซึ่งไฟท้ายจะเป็นไฟท้ายสามชั้น ฝากระจังหน้าเปลี่ยนจากโครเมียมล้วนเป็นดำคัดโครเมียมที่เป็นรูปกากบาท ล้อแม็กก็เปลี่ยนทรงไปจากก้านสี่เหลี่ยมเรียวๆเป็นแบบนี้แทน

เพราะฉะนั้น ผมเคย e mail ถามคนที่เล่นรถมินิต่างประเทศเขาก็เลยพูดว่า "หากคุณอยากจะบูรณะมันแล้วอยากจะรู้รายละเอียด แนะนำว่าเอาเบอร์แชสซีส์หรือ VIN number ของรถแล้วไปค้นในเว็บที่มี register ดู"เขาจะได้ช่วยๆกันตรวจให้ว่าเป็นปีไหน สายพานการผลิตของที่ไหน เพื่อจะได้ให้ข้อมูลที่คิดว่าจะได้หาอะไหล่ได้ตรงรุ่นที่สุดไงล่ะฮับ

--------------------------------------------------------------------

ต่อไปนี่คือที่สุดของรุ่น Clubman Series ซึ่งนั่นก็คือ 1275 GT

ความเป็นมาก็คือว่าเมื่อพ้นยุคของ mk.II คุณจอหน์ คูเปอร์เขาเหมือนไม่ลงรอยกันยังไงมิทราบแน่ชัดเลยไม่ทำซีรี่ส์ของคูเปอร์ต่อ (แต่สุดท้ายแฟนๆรถมินิทั่วโลกเขาร้องให้เขากลับมาต่อนะ) ทีนี้ เมื่อไม่มีคูเปอร์จะทำอะไรออกมาในเวอร์ชันของ Clubman ทางบริษัทเลยไอเดียบรรเจิด เอาเครื่องของ Cooper S มาปรับปรุงให้เหมาะแก่การใช้งานในเมืองและทางไกล แล้วก็เรียกรุ่นใหม่ว่า 1275GT

ภาพนี้เป็นภาพโฆษณาของประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาวาดออกมาในสไตล์แนวๆนี้เราก็ชอบเหมือนกันจะว่าไปก็น่าจะเป็นแนวๆต้นแบบของ vector ล่ะมั๊ง

1275 GT นั้นเกิดมาไล่เลี่ยกัน พอยุค 70 ปุ๊บ ก็มี 1275 GT มาปั๊บ เอาไว้ทดแทน Cooper และ Cooper S ที่ไม่ผลิตต่อนั้นเอง รายละเอียดก็จะต่างกันกับเจ้า Clubman ตรงภายนอกนิดหน่อยและเครื่องยนต์

นี่คือหน้าตาเจ้า 1275GT ก่อนจะโดน Facelift ในช่วงคาบเกี่ยว รุ่นี้ที่บ้านเคยครองครองครับเป็นสี Navy Blue (ไว้หาอัลบัมเจอจะแสกนให้ดูล่ะกัน) เป็นหน้าตาที่คุ้นหน้าที่สุดในบรรดา 1275 GT และ Clubman เพราะถือว่าแทบจะเป็นไอคอนของมินิยุค 1970 นั่นเอง

โลโก GT จะเป็นตัวแบนๆสีแดง ตัว G อยู่ด้านบนแต่มีตัว T ทับเป็นหางให้ โลโกตัวนี้ไม่ได้เป็นแบบตายตัว จะย้ายไปไหนก็ได้ตามใจท่านด้วยการหมุนน็อตยึด จากนั้นจะหยิบไปแปะตรงไหนก็ตามใจท่านล่ะฮับ

และนี่คือภาพเต็มๆของเจ้า 1275GT จะต่างกับรุ่นธรรมดาอย่าง Clubman ก็คือสติกเกอร์คาดสุดแนวที่ใครเห็นบนถนนก็ต้องรู้ไว้ซะด้วยว่า "อย่ามาเปรี้ยวกับรถคันนี้" ซึ่งรถที่คาดสติกเกอร์ในยุค 70 เขาจะเรียกว่า Boy's Racer พูดง่ายๆ เหมือนกับ Vios Turbo ในบ้านเราไงล่ะครับ เป็นรถที่เด็กวัยรุ่นพอมีเงินหาซื้อรถที่สมรรถนะเยี่ยมและแรงในราคาย่อมเยาว์

แต่ถ้าจะเรียกว่า Pocket Rocket นั้นคงไม่ถึงครับเพราะโดน BMW 2002 Turbo คาบตำแหน่งไปเรียบร้อยซะงั้น

สำหรับคันนี้จะเป็นรุ่นแรกๆที่ออกวางจำหน่ายครับ ดูได้จากตรงไหน ล้อรถครับ เป็นแนวก้าน 4 แฉกออกแนวดุดันหน่อยๆที่บ้านผมมีอยู่วงหนึ่ง แต่สภาพโทรมเอาเรื่อง ครั้นจะส่งร้านซ่อมก็เดี๋ยวเปลืองเงินเปล่าเพราะมีเพียงวงเดียว

เห็นด้านข้างไหมล่ะครับ จะเห็นครบทั้งล้อรุ่นแรก และสติกเกอร์บ่งบอกความไม่ธรรมดาของรุ่นนี้ สำหรับตระกูล 1275 GT นั้นมีถังน้ำมันสองถังครับ เหมือน Mini Cooper S ที่ไว้สำหรับใครอยากจะซิ่งทางไกลหรือจะเอาไปแข่งแรลลี่ไม่ต้องเสียเวลาหาถังน้ำมันใหญ่ๆหน่วงด้านท้ายอยู่เพียงข้างเดียวเพื่อสมดุลย์ของตัวรถไงล่ะครับ (สมกับรถซิ่งจริงๆ)

สติกเกอร์สำหรับรถรุ่นนี้จะเป็นสีตัดกับตัวรถเสมอครับ หากเราซื้อจากโรงงานเป็นสีน้ำเงิน จะได้สติกเกอร์คาดมาเป็นสีขาว ซึ่งจะเป็นสีที่เห็นชัดอยู่เด่นกว่าตัวรถเสมอ (แต่ในภาพเห็นชัดว่าเอาสติกเกอร์สีน้ำตาลปะทับสีเดิมซึ่งเป็นสีขาว)

และนี่ก็คือ 1275 GT ตัว Facelift หน้ากระจังเปลี่ยนไป ตัว GT ไม่มี และใช้ล้อรูปแบบใหม่

ส่วนคันนี้ก็เช่นกันครับ เป็นรุ่น Facelift จะพบเห็นก็เป็นช่วงปี 1976 ขึ้นไปจนหยุดสายพานการผลิตของซีรี่ส์นี้ไงล่ะครับ

และนี่คือหัวใจของ Mini 1275 GT พื้นฐานซึ่งนำมาจากเครื่อง Cooper มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับการเดินทางไกล จึงลดแรงม้าลงเพื่อไม่ให้ผู้ขับขี่ทั่วไปรู้สึกว่าตัวรถมันดุดิบจนเกินไปเหมือนตัวแข่ง ซึ่งเปลี่ยนจากคาร์บูเรเตอร์ SU แบบคู่มาเป็นแบบเดี่ยว แต่ถึงมือเจ้าของพวกแนวชอบซิ่งทีไรต้องซื้อคาร์บูเรเตอร์ SU แบบคู่ไม่ก็เล่น Webber คู่กันตามแต่กำลังทรัพย์ ซึ่งคุณพ่อก็เคยเอา Webber คู่หนึ่งมายัดเหมือนกันแรงพุ่งปรี๊ดปร๊าดน่าดู

เรื่องห้องโดยสารภายในนั้นแทบไม่ต่างจาก Clubman ทั่วๆไป แต่ของมาตรฐานจากโรงงานนั้นเป็นมาตรวัดแบบสามตัว เรดไลน์หรือรอบอันตรายต่อเครื่องยนต์อยู่ที่ 6000 รตน. (แต่คุณพ่อเคยเล่นลากสุดที่ 6500 รตน. โดยที่เครื่องยังไม่พัง)

และพวงมาลัยจากโรงงานจะมีโลโกแบบนี้ทุกคันครับ

เมื่อมี Clubman และ 1275 GT แล้ว ทางบริษัทเลยมีโครงการ The Ultimate 1275GT ด้วยการปรับเครื่องรุ่นใหม่ ตอนนั้นหมายมั่นปั้นมือจะใช้เครื่องยนต์ K-Series (แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้ครับเพราะบริษัทยกเลิกโครการนี้และแล้วก็ดันล้มละลายก่อนในตอนต้นปี 80) เลยมีมินิอีกตัวนึงที่เป็น "มินิตัวแข่งมายา" นามว่า "Mini GTS"

รายละเอียดจะต่างจากเครื่องตัว 1275 GT ทั่วไปที่เครื่องยนต์ จะใช้คาร์บูเรเตอร์ SU แบบคู่ แต่เนื่องจากรุ่นนี้หายากมากแม้กระทั่งในอังกฤษ เพราะผลิตน้อยมากเลยไม่มีโอกาสได้เห็นและไม่มีข้อมูลเปิดเผยอะไรมากนัก แต่มีข่าวลือว่า ถ้า GTS ได้ผลิตออกมาสู่สายตาชาวโลกจำนวนมาก จะเป็นมินิที่เร็วที่สุดในบรรดามินิที่เคยผลิตออกมาเพราะเครื่องยนต์ K-Series ที่ทางโรงงานวิจัยซุ่มออกแบบอย่างลับๆ

ยอดผลิตของจากยุคโรงงาน British Leyland นั้นเคยพุ่งถึงแตะเลขล้านครับไม่แน่ใจว่าแค่ของ Clubman series รวมถึง 1275 GT หรือเปล่าไว้มีข้อมูลแน่ชัดจะมาแจ้งอีกทีนึง

เนื่องจากว่า ช่วงปี 1970นั้น แม้ว่ามีวิกฤตการณ์น้ำมันขาดแคลน ทำให้มินิมียอดขายพุ่งเนื่องจากเป็นรถประหยัดน้ำมันเป็ยยอดเพราะน้ำหนักเบา(ขนาดเดี๋ยวนี้ยังสามารถวิ่งในอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันแค่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร) และเล็กกระทัดรัด แต่เนื่องจากกระแสยุคนั้น ผู้คนนิยมรถใหญ่ขึ้น และเป็นช่วงที่ตลาดรถญี่ปุ่นกำลังเริ่มเติบโตทำให้ยอดขายมินิเริ่มลดลงเมื่อพ้นช่วงปี 1975 ซึ่งถือว่าเป็นสิ้นสุดของยุคทองของมินิ และอีกทั้งเนื่องจากว่าคนนิยมหน้าตาสุดกวนโอ๊ยอย่างเจ้าหน้าโหนกที่ดูแล้วมันน่ารักก็เลยทำให้ Clubman Series เลยต้องปิดตัวลงแต่ก็ได้ทิ้งความเป็นที่หนึ่งให้มินิรุ่นหลังๆได้สานต่อไปจนกระทั่ววันสุดท้ายของรถมินิที่ได้ออกมาจากโรงงานที่ Longbridge เมื่อปี 2000 นั้นเอง

เคยค้นหาเรื่องราว "ยุคทองของรถยนต์" อยู่พักนึง ก็สรุปได้ว่า "ยุคทองของรถยนต์ก็คือยุค 70s-80s นั้นเอง" และยุคทองของมินิก็คือยุคของ British Leyland นั่นเอง และผมเองก็ได้เคยนั่งรถที่มาจากยุคทองของมินิมาแล้วทำให้รู้สึกได้อย่างที่นักเลงรถมินิทั่วโลกพูดกันว่า

"Welcome to the best era of Mini"

ใกล้ปีใหม่แล้ว ฝากสวัสดีปีใหม่ทุกคนและขอให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยล่ะ
ที่สำคัญ เมาแล้วอย่าขับ แล้วอย่าแหกด่านล่ะ (เพราะเราก็เกือบแหกด่านกันเพราะเรื่องเมาๆกันมาแล้ว)

เอ๊ะ Entry ที่แล้วเราเขียนจนหลายคนมึนงงไปหรือเปล่า เข้ามาพูดคุยแค่ 1 คนเอง ช่างเหอะๆ ไม่สนใจอะไรเท่าไหร่

วันนี้บังเอิญระหว่างนั่งหาทางโทรศัพท์ติดต่อเจ้าของ MK.II เรื่องจะนัดไปดูสภาพรถที่จะให้ซ่อมครั้งใหญ่ + รอหมายเลขแชสซีสเพื่อทำการยืนยันว่าเป็น MK.II แท้นั้นก็ไปเจอนี่เข้า

คลิปจากรายการ Topgear หัวข้อ "Restore the old cars" แต่ไปเจออันที่สะดุดตาเข้าก็คือ

เขาซ่อมรถมินิตัวแข่งที่ Paddy Hopkirk เคยใช้แข่งขันมาแล้ว!!!!! เลขทะเบียน "407 ARX" (ไปหามาได้ไงฟระเนี่ย!!!!!)

สำหรับคนที่ไม่ทราบ รถคันนี้ ทะเบียน "407 ARX" เป็นรถที่ Paddy Hopkirk ใช้ในปี 1963 (ราวๆปี พ.ศ.2506) ในรายการ Rally Montecarlo ได้รางวัลที่ 6 แบบ Overall ซึ่งหลังจากนั้นก็เปลี่ยนรถมาเป็นคันที่ใช้เลขทะเบียน "33 EJB" ที่ชนะใน Montecarlo ในปีถัดไปนี่เอง

พูดง่ายๆก็คือ รถคันนี้เป็นรถแข่งมายานั่นเอง เป็นต้นแบบของรถแข่งมินิที่สร้างชื่อกระฉ่อนทั่วโลก

ซึ่งผลการคัดเลือกรถจำนำมาซ่อมมีทั้งหมดในรายการดังนี้

James Dean's Lotus 10:รถแข่งของเจมส์ดีน ได้ที่ 5

Probe car : รถต้นแบบของ Probe อันนี้ผมไม่รู้จัก ซึ่งได้ที่ 4

Her MajestyPrincess Diana's Range Rover : รถแรงจ์โรเวอร์ของเจ้าหญิงไดอาน่า ได้ที่ 3

Keith man's Chrysler : รถไครส์เลอร์รุ่นเก่ากึ๊ก ได้ที่ 2

ที่ 1 น่ะหรือ คงไม่ต้องบอกว่าเป็นรถอะไร นอกจาก

Paddy Hopkirk's Mini Cooper"407 ARX"

---------------------------------------------------------------

พิธีกรทั้งสามคนในรายการพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ขืนไปซ่อมรถ Probe นั่นมีหวังรายการได้โดนฟ้องล้มละลายแน่ๆ" ผมก็งงเหมือนกัน เพราะไม่รู้จักเจ้ารถนั่น (แถมเชียร์แต่เจ้ามินิตัวน้อยซะมากกว่า) แถมพิธีกรหลักก็บอกว่า ต้องขอบคุณแฟนๆรายการที่โทรมาโหวตเจ้ามินิกันอย่างกระหน่ำซะจนสายไหม้เมื่อตอนวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา

ไว้เจอคลิปช่วงซ่อมรถมินิ จะเอามาให้อีกทีล่ะกันคร้าบ เห็นเขาบอกว่ากำลังจะเริ่มเดินโครงการนี้ช่วงเดือนธันวาคมยันเมษายนทีเดียว

-------------------------------------------------------------------

ก่อนไป... ปะวีดีโอนิดหน่อย ให้ดูกันเต็มๆว่าเมื่อมินิป่วนรายการแข่งแรลลี่มันจะซิ่งแค่ไหน

ก็บังเอิญว่าจะวาดรูปแจกสำหรับ 5000 Hits แต่ทว่า.....

เครื่องทำงานอยู่ที่บ้านรังสิต (โน๊วววววววววว)

ฉะนั้น อดใจรอนะก๊าบสำหรับรูป (มีรูปมินิแน่นอนไม่งั้นไม่ใช่งานเรา)

--------------------------------------------------------------------------

เอาล่ะ ห่างเหินเรื่องมินิมานานมากๆ วกกลับเข้าเสียที เดี๋ยวพักใหญ่มาอัพเรื่องมินิคลับแมนแล้วจะเปลี่ยนธีมแล้วนะงับ งวดนี้คงจะเปลี่ยนธีมแบบมโหฬารไปเลย

เป็นวีดีโอมาจากรายการ Top Gear เมื่อยุคปี 90 น่ะ

ดำเนินรายการโดย Jeremy Clarkson หรือรู้จักกันในวงรถกันว่า "หลวงพี่แห่ง Top Gear"

แปลให้อ่านทุกช็อตสำหรับคนที่ไม่อาจจะฟังเสียงอังกฤษนะงับ.......

"ช่างน่าสนใจเหลือเกิน แต่ทว่า ผมเห็นมินิในเวอร์ชันแต่งมาหลายแล้วในอังกฤษนะ แต่คงไม่มีคันไหนน่าสนใจเท่า .... คันนี้ไงล่ะ (กล้องไปที่รถมินิคันสีเขียว)"

---- คั่นนิดนึง เลขทำเบียนรถคันนี้ ล้อเลียนเลขทะเบียนจริงของรถแข่งในตำนานที่ใช้หมายเลขว่า "33 EJB" ซึ่งเป็นตัวชนะเลิศใน Rallymontecarlo ซึ่งจอดอยู่ในพิพิธภันทสถานแห่งอังกฤษครับ ----

"ดูไปดูมา ก็ไม่ต่างกับมินิที่วิ่งบนท้องถนนในอังกฤษใช่ไหมครับ แต่สำหรับคันนี้ คุณคงไม่รู้หรอกว่า ราคาน่ะ ก็แค่ 50000 ปอนด์ เอง....."

(1ปอนด์ คูณด้วย 70 ในยุคนั้นนะจ๊ะ... แพงบรรลัยเลย แค่สามล้านห้าแสนบาทเอง....)

"แต่คันนี้ มันไม่ได้พิเศษที่ราคา และไม่ได้มีเครื่องยนต์เหมือนที่มินิมีอยู่ทั่วๆไปน่ะครับ (เปิดฝากระโปรงรถ) ...เอ่อ ทั่วไปจริงจริ๊ง.... คุณเห็นอย่างที่ผมเห็นไหมครับ ใช่... เครื่องยนต์ความจุ 1.4 ลิตร 16 วาว์ล และแคมชาฟ์ทคู่เหนือชุดวาว์ล (DOHC)"

---- อะแฮ่ม.... ปกติเครื่องยนต์ของมินิ (ไม่นับตัว BMW MINI นะ) จะเป็น SOHC ซึ่งมาจาก Single Overhead Camshaft พูดง่ายๆว่ามีแคมชาร์ฟเดี่ยวเหนือชุดวาว์ล ซึ่งจะให้เสียงเครื่องยนต์ที่เงียบสงบกว่า แต่แลกด้วยกับสมรรถนะที่อ่อนด้อยกว่าเพราะมีวาว์ลเลี้ยงอากาศและเชื้อเพลิงน้อยกว่าแบบแคมชาร์ฟคู่ อันนี้ไว้ว่างๆอธิบายทีหลังล่ะกัน----

"ผลลัพธ์น่ะหรอ... ช่างน่าเหลือเชื่อ เครื่องยนต์ตัวนี้ มีพละกำลังถึง 160 แรงม้า!!!!!!"

(ลองฟังเสียงเครื่องสิ มินิคันนี้เสียงโหดเป็นบ้า!!!!!!)

"มันช่างเป็นรถที่ เหลือเชื่อ!!!! พละกำลังมหาศาลเบียดเสียดในรถจิ๋วๆอย่างนี้มันอภิมหาเหลือเชื่อ!!!!!! มันให้ความรู้สึกอย่างกับคุณโดนส่งไปสนามรบอย่างไงอย่างงั้นเลย!!!!!"

(จริงๆเขาก็พูดถึงเรื่องเกียร์ด้วย แต่หลายๆท่านอาจจะไม่รู้จักระบบเกียร์แบบ Dogbox ไว้คราวหลังเน้อ)

"ดูนี่สิ พวงมาลัยมันช่างเหมือนกับรถโกคาร์ทอย่างบอกไม่ถูกเลย การบังคับรถก็แทบไม่ต่างกับขี่รถโกคาร์ทยังไงยังงั้นเลย กระเด้งกระดอน บอกความรู้สึกจากถนนสู่ฝ่ามือของคุณได้อย่างสุดๆ นี่สิ เจ๋ง มันเยี่ยมจริงๆ!!!!"

---- ปกติแล้วมินิเท่าที่ผมขับมาเนี่ย ความรู้สึกของพวงมาลัยมันจะแน่นๆ เวลาเข้าโค้งแรงๆก็จะเหมือนกับรถโกคาร์ท แต่มันก็ถือว่าพวงมาลัยเบาอยู่นิดๆหน่อยๆ แต่สำหรับรถคันนี้ ดูแล้วท่าทางจะพวงมาลัยหนักเอาเรื่องพอสมควร ----

"โอ๊ย รถบ้าอะไรเนี่ย มันเร็วเหลือเชื่อ!!!!! วิ่งจาก 0-60 KM/H ได้ใน 5 วินาที ในรถจิ๋วๆอย่างมินิเนี่ยนะ ก๊าก ฮ่าๆๆๆๆ"

(เสียงบรรยาย)"อย่างไรก็ตามเจ้ารถคันนี้คงจะมีปัญหา... นิดหน่อย อย่างแรก รถมันกระเด้งกระดอนเอาเรื่องเลยอย่างกับคุณกำลังเป็นโรดิโอขี่วัวพยศอย่างไงอย่างงั้น ซึ่งถ้าเจอถนนขรุขระเมื่อไหร่ สงสัยก้นคุณของบวมแน่ๆ..... อย่างที่สองก็คือ รถคันนี้ไม่มีพรม ไม่มีอะไรมาดูดซับเสียง และรับรองแน่ว่า ถ้าคุณขับเจ้าคันนี้นานๆ รับรองหูคุณแทบแตกจนเลือดไหลซิบๆแน่"

(ตัดภาพมาที่พิธีกรหันหน้าใส่กล้องด้วยอารมณ์อึ้งๆเพราะหูอื้อ)

"ให้ถามผมว่าผมชอบรถคันนี้ไหม ใช่... แต่ผมคงไม่ซื้อมันแน่ๆ"

------------------------------------------------------------------------------------

ผมแปลเท่าที่ว่าน่าจะมีประโยชน์พอหน่อยๆล่ะกัน สำหรับรถคันนี้ ในภาพวีดีโอจะได้เห็นว่า พิธีกร จริงๆสูงเอาเรื่อง คือพี่แกสูงซะ 180 อ้วนก็อ้วนพอหน่อย ยัดในมินิได้เป๊ะๆหัวไม่ชนเพดาน ซึ่งนี่เป็นจุดที่มินิสร้างชื่อมาเหมือนกัน

แต่ถามว่า มินิรุ่นเก๋าแบบนี้นั่งๆอยู่กระเด้งกระดอนไหม คำตอบคือ ใช่.... แต่ไม่ได้รุนแรงแบบรถคันนี้ซักหน่อย เพราะรถในวีดีโอตัวนี้นั้นเป็นตัวแต่ง ไม่ใช่รถธรรมดา เน้นเอาใจพวกขาซิ่งโดยเฉพาะ

แต่ที่น่าสนใจก็คือเครื่องยนต์ตัวนี้ ปกติมินิมีเครื่องยนต์ซีรี่สสูงสุดก็ความจุราวๆ 1275 ซีซี เท่านั้น (จริงๆมีเครื่อง 1300 ซีซีระบบหัวฉีดด้วย แต่เดี๋ยวไว้พูดคราวหลัง) แต่เครื่องยนต์ตัวนี้ เป็นตัวเครื่องยนต์ไว้สำหรับแข่งขันตามสนาม ซึ่งราคาก็แพงบรรลัยน่าดู (ใครทราบข้อมูลว่าในเมืองไทยมีเครื่องแข่งของมินิแบบในวีดีโอ บอกด้วยแบบเป็นการด่วน!!)

-------------------------------------------------

ข่าวด่วนสำหรับใครกำลังติดตามบล็อครถมินิแห่งนี้

ตอนนี้ กำลังรอเจ้าของรถส่งผู้ป่วยรายหนัก ซึ่งตามรูปพรรณสัณฐานเป็นมินิรุ่นหายาก MINI MK II ซึ่งหายากบรรลัย เจ้าของได้ติดต่อกับทางเราแล้วให้ทำการรักษาและซ่อมรถคันนี้จนสามารถวิ่งได้อย่างร่าเริง ตอนนี้เตียงคนไข้และเครื่องมือรักษาเจ้ามินิคันนี้กำลังเตรียมรอคิว (ณ อู่ AMT Service ของพ่อเราเอง)และรอเจ้าของรถพาไปดูอาการก่อนจะลากมาซ่อมแบบเร่งด่วน!!!!!!!

ใครกำลังติดตาม ได้โปรดอดใจรอ เราจะทำการบันทึกภาพทุกขั้นตอน ไว้เป็นบันทึกการรักษาเจ้ามินิน้อยๆของคุณ หรือใครกำลังอยากจะพาเจ้ามินิที่กำลังนอนป่วยซมๆมารักษา หรืออยากจะให้เราซิ่งมินิตัวน้อยของท่าน ติดต่อด่วน!!!!! เพราะเจ้าของบล็อคกำลังจะลงแดงตายเพราะไม่ได้ซิ่งมินินานแย้ววววววววว!!!!!!!

-----------------------------------------------------------------

ก่อนไปขออ่านตอบ จ.ม. ทางบล็อคก่อนนะ

อ๊ะ มีส่งมาจาก Eguana รุ่นพี่ตัวเองในมหาลัยนี่เองกั๊บ

[quote]ขนลุกค่ะ =[]=@ ฟังเพลง+ดูภาพแล้วขนลุก To the unreachable star~~~@ เพลงสไตล์เก่าๆแต่กินใจมากอยากได้มาฟังจัง เนื้อหาดีนะเนี่ย ภาพในMV เขาค่อยๆเติบโต เร็วขึ้น ไปไกลขึ้น เข้าใกล้จินตนาการมากขึ้น สักพักคงมีคลิป final mix เป้นบอลลูนลอยไปเป็นยานอวกาศ? 555+

เอ็นดูหุ่นยนต์ฮอนด้าด้วยล่ะ ชื่ออะไรนะ? อะมิโน(กร๊าก จำเพี้ยนได้เลวร้าย) นอกจากแสวงหากำไร ฮอนด้าก็ยังทุ่นเงินพัฒนาความฝันมนุษย์ชาติไปเรื่อยๆ น่ารักจัง (มีอะไรมาให้เราดูเล่นอีกเยอะๆนะ ฮุๆ)

พึ่งรู้ที่มาของสโลแกน The power of dream ของฮอนด้า0_o แต่ก่อนเฉยๆ แต่พอรู้แล้วซึ้ง+ดีใจแทนทุกๆพนักงานของเขาที่บุกเบิกและทำความฝันให้เป็นจริงได้จริงๆ ว่าแล้วก็หมั่นไส้ฝาหรั่งนิดๆที่ติดนิสัยหัวเราะเยาะคนเอเซีย แต่ก็ยิ่งทำให้สะใจเวลาคนของเราชนะ ว่ะ555+

ตบมือล้านครั้งแด่ทุกชีวิตของฮอนด้าเค่อะ

และก็ยินดีด้วยกับ5000ฮิตนะคะ ^^ เลขสวยๆ แล้วนี่ ได้อ่านที่ไปเม้นท์ลงบลอกเราแล้วค่ะ ขอโทษนะคะแต่อ่านแล้วชวนขำ XD ซวยได้ใจจริงๆค่ะ อ้วก+กลิ่นแอลกอฮอลล์นี่มันเพิ่มพลังไม่น่าพิสมัยไปจมเลย แต่ไปต่างจังหวัดมาน่าจะมีชุดเปลี่ยนนะ?[quote]

ก็... ตอบเลยล่ะกันเน้อ....

เรื่องคลิปเนี่ย ไปสืบมา ตกลงว่าทั้งพล็อตของโฆษณา "Power of the dreams" จริงๆชื่อว่า "The impossible dreams" โดยตั้งคอนเซ็ปท์ว่า อยากจะเล่าเรื่องราวการผจญภัยตามหาความฝันของคุณฮอนดะผู้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้า โดยอาศัยเครื่องจักรที่สร้างชื่อเสียงทั้งมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์และเรือแข่งของเขาเป็นตัวเรื่องราวนี่เอง

โคตรกรี๊ดจั๋งซี่!!!! พึ่งทราบเมื่อกี๊นี้เอง แต่ละฉากสะท้อนเรื่องราวความเป็นมาของการต่อสู้ตามหาความฝันของเขานี่เอง

เรื่องหุ่น มันชื่อ "อะซีโม" เน้อเจ๊ บ่ใช่ "อะมีโน" นั่นมัน "อะมีโนโอเค๊ะ โอเค๊ะๆ ฮาร์ดเกย์" (เฮ๊ย!!!)

-------------------------------------------------------------------------



Medic-kung
View full profile